homeMun rivermekongsalweenthai damsAsia damsworld damsqaartabout uslinks
english homeabout usmekong riversalween rivermun riverThai baan research
 
 

หลักการ แนวทาง และตัวอย่างการฟื้นฟูเหยื่อจากการสร้างเขื่อน

แพตตริก แมคคูลี และ อวิวา ฮิมฮอล์ฟ เขียน

ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ ถอดความ

“จะต้องยอมรับความผิดพลาดในอดีต และความรับผิดชอบต่อผู้ได้รับผลกระทบ จะต้องปรากฏ  มันเป็นความเรื่องที่ไร้จริยธรรม  ไม่มีความยุติธรรมทางสังคม และไม่มีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์ที่จะสร้างเขื่อนอีก โดยไม่ประเมินและแก้ไขปัญหาทาง สังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยังคาราคาซังของเขื่อนที่สร้างไปแล้ว”

ข้อเสนอของขบวนการประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ จากการสร้างเขื่อนแห่งประเทศบราซิล  (MAB)  ต่อคณะกรรมการเขื่อนโลก

            ทุกวันนี้ ผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนทั่วโลกนับล้านคน นับแต่ชนพื้นถิ่นในอเมริกันมาจนถึงชาวบ้านในภาคอีสานของไทย  ล้วนแต่ต้องเผชิญกับหายนะอันเนื่องมาจากต้องสูญเสียที่ดิน อาชีพ ที่อยู่อาศัย ป่าไม้ และปลาเพื่อให้มีการสร้างเขื่อน  ปัจจุบันขบวนการเคลื่อนไหวของชาวบ้านผู้ได้รับผล กระทบจากเขื่อนที่กำลังเติบโต กำลังเรียกร้องให้มีการฟื้นฟูและรื้อฟื้นเรื่องของการจ่ายค่าเสียหายสำหรับสิ่งก่อสร้าง เศรษฐกิจ และความเสียหายทางวัฒนธรรมที่ต้องเผชิญอันเป็นผลมาจากการสร้างเขื่อน

            คณะกรรมการเขื่อนโลกได้ประเมินว่ามีประชาชนราว 40-80 ล้านคน ที่ต้องโยกย้ายถิ่นฐานจากการสร้างเขื่อน แต่ตัวเลขที่เป็นจริงจะมากกว่า 100 ล้านคน อีกทั้งยังมีประชาชนนับล้านคนที่อาศัยตามลำน้ำที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตซึ่งเป็นผลมาจากการสร้างเขื่อน

            แม้ว่าเขื่อนจะสร้างเสร็จไปแล้ว แต่เหยื่อจากการสร้างเขื่อนในอดีตก็ยังไม่หยุดการต่อสู้เพื่อให้มีการชดใช้ความเสียหาย  ทุกวันนี้ ความพยายามของกลุ่มชาวบ้านท้องถิ่นที่ต่อสู้เรื่องการชดใช้ความเสียหายได้กลายมาเป็นประเด็นระดับชาติและระดับนานาชาติ

            บทความนี้จะชี้ให้ความจำเป็น หลักการพื้นฐานในการชดใช้ความเสียหายและการฟื้นฟู ตัวอย่างที่มีการชดใช้ความเสียหาย  รวมทั้งกรณีเขื่อนที่มีการต่อสู้ในเรื่องนี้

การฟื้นฟูในฐานะกฎหมายสากล

             ความจำเป็นในการฟื้นฟูผู้เสียหายได้ปรากฏอย่างชัดเจนในกฎหมายสากล “การฟื้นฟู” หรือ “การปฏิกรณ์”  นิยามได้ว่าเป็นกิจกรรมหรือกระบวนการในการซ่อมแซม การปรับปรุงแก้ไข หรือการจ่ายค่าเสียหายสำหรับความผิดพลาดในอดีต[1] การใช้คำดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อเยอรมันถูกบังคับให้จ่าย “ค่าปฏิกรณ์สงคราม” แก่ฝ่ายสัมพันธมิตร ต่อมาในหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เยอรมันและออสเตรียก็ต้องจ่ายค่าปฏิกรณ์สงครามแก่อิสราเอลและเหยื่อการสังหารหมู่ของนาซีที่มีชีวิตรอด และญี่ปุ่นต้องจ่ายค่าปฏิกรณ์แก่ผู้หญิงที่ถูกบังคับให้เป็นเครื่องบำเรอกามระหว่างที่ญี่ปุ่นยึดเกาหลี

            อีกกรณีที่เกิดขึ้นก็คือ การจ่ายค่าสูญเสียหรือค่าเสียหายอันเนื่องมาจากการกระทำของรัฐต่อปัจเจกหรือกลุ่มชนภายในรัฐ   ตัวอย่างเช่น ในปี  2521 สหรัฐฯ  ได้ออกกฎหมายเสรีภาพของปวงชน (US Civil Liberties Act) เพื่อชดใช้แก่ชาวญี่ปุ่น-อเมริกันที่ถูกส่งเข้าค่ายกักกันในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง กฎหมายนี้ได้จัดให้มีคณะกรรมาธิการเพื่อประสานงานในการจ่ายเงินตามที่มีการเรียกร้อง 1.2 พันล้านเหรียญ ที่สำคัญก็คือ เป้าประสงค์ของกฎหมายระบุว่า “ขอโทษ ในนามของประชาชนชาวสหรัฐฯ” และ “น้อมรับมูลฐานแห่งความอยุติธรรม” ของการกักกันชาวญี่ปุ่น-อเมริกัน

ในแอฟริกาใต้ คณะกรรมาธิการเพื่อความถูกต้องและไกล่เกลี่ยได้แสดงให้เห็นถึงวิธีการต่างๆ ในการฟื้นฟูทั้งสำหรับปัจเจกและชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากความไม่ใส่ใจจากรัฐ  โดยคณะกรรมาธิการดังกล่าวเสนอให้มีเงินทุนสำหรับการฟื้นฟูทั้งในรูปของกองทุนที่จ่ายค่าเสียหายรวดเดียวและการจ่ายในระยะยาวในช่วง 6 ปี และ “การฟื้นฟูสัญลักษณ์ต่างๆ” ซึ่งรวมถึงอนุสาวรีย์และการตั้งชื่อสถานที่สาธารณะใหม่ ข้อเสนอในการฟื้นฟูชุมชนนั้นรวมถึงการเข้าถึงการบริการด้านสาธารสุข และโครงการสร้างงานต่างๆ

เป็นที่ชัดเจนว่า เอกสารระดับสากลที่เรียกร้องให้มีการฟื้นฟูเหยื่อจาก การสร้างเขื่อนก็คือ คำประกาศมานิเบลิ  “Manibeli Declaration” ในปี 2537 ซึ่งรับรองโดย 326 องค์กรสิทธิมนุษยชนและกลุ่มสิ่งแวดล้อมรวมทั้งพันธมิตรจาก 44 ประเทศ  คำประกาศนี้ เขียนขึ้นระหว่างการประชุมคู่ขนานกับการฉลองครบรอบ 50 ปีของธนาคารโลก เรียกร้องให้ธนาคารระงับการสนับสนุนเงินทุนแก่การสร้างเขื่อนขนาดใหญ่จนกว่าธนาคารโลกจะยอมรับเงื่อนไขที่มีการเสนอที่ว่า

“กองทุนในการฟื้นฟูประชาชนที่ถูกบีบบังคับให้อพยพจากบ้านและแผ่นดินจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่ธนาคารโลกสนับสนุน เงินทุนโดยไม่มีการจ่ายค่าชดเชยที่เหมาะสมและการฟื้นฟูสภาพ กองทุนจะต้องบริหารอย่างโปร่งใสโดยสถาบันที่ตรวจสอบได้และเป็นอิสระจากธนาคารโลก  กองทุนจะต้องให้ทุนไปยังชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนที่ธนาคารโลกสนับสนุนเงินทุนเพื่อเตรียมไว้สำหรับการฟื้นฟูที่มีการร้องเรียน”

            เอกสารที่มีการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากขบวนการเคลื่อนไหวคัดค้านเขื่อนทั่วโลกอีกกรณีก็คือ คำประการศคูริทิบาเมื่อปี 2540 ที่ไม่เพียงแต่เรียกร้องต่อธนาคารโลกเท่านั้น แต่ยังเรียกร้องไปยังรัฐบาลทุกรัฐบาล องค์กรระหว่างประเทศทั้งหมด และนักลงทุนทั้งหลายให้ดำเนินการระงับการสร้างเขื่อน คำประกาศคูริทิบา  ได้รับการรับรองจากที่ประชุมประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนทั่วโลกครั้งที่ 1 ซึ่งจัดขึ้นที่เมืองคูริทิบา ประเทศบราซิลในเดือนมีนาคม 2540 คำประกาศนี้ระบุถึงเงื่อนไขที่จะต้องมีการระงับเขื่อนว่า "การฟื้นฟูรวมถึงการจัดหาที่ดิน ที่อยู่อาศัย และโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่เหมาะสมโดยการเจรจากับประชาชนนับล้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อน" และยังระบุอีกด้วยว่า “จะต้องมีการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่เสียหายจากเขื่อน รวมไปถึงกรณีที่แม้ว่าจำเป็นที่จะต้องมีการรื้อเขื่อน"

            รูปแบบของการฟื้นฟูที่มีการยอมรับกันมีด้วยกัน 3 รูปแบบคือ การทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม การจ่ายสินไหมทดแทนหรือการจ่ายค่าชดเชย และการทำให้เกิดความพอใจ[2]  

            การทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมเป็นการทำให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายได้มีสภาพความเป็นอยู่ดังเดิม  ในกรณีเขื่อนการทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิมอาจรวมถึงการปรับเปลี่ยนหรือดัดแปลงโครงการ   การเปลี่ยนการใช้งานเขื่อน  การฟื้นฟูระบบนิเวศที่สูญเสียไปและหรือการยกเลิกการใช้เขื่อน

            สำหรับการจ่ายสินไหมทดแทนหรืออีกความหมายหนึ่งคือการจ่ายค่าชดเชย ประกอบด้วยการจ่ายเงินสำหรับการสูญเสียต่างๆ รวมถึงการสูญเสียประโยชน์และทรัพย์สินมีค่า  ในกรณีเขื่อน การจ่ายค่าชดเชยอาจจะรวมถึงกองทุนสำหรับโครงการต่างๆ รวมทั้งแผนการอพยพและแผนโครงการพัฒนา

            อย่างไรก็ตาม การจ่ายในกรณีเขื่อนโดยปกติจะขึ้นอยู่กับมูลค่าที่อิงราคาตลาดมากกว่ามูลค่าความเสียหายจริง  ดังนั้นจึงเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่เพียงพอ

            ในส่วนของการทำให้เกิดความพอใจ กล่าวได้ว่าแทบจะเป็นการรวมเอารูปแบบการฟื้นฟูทุกรูปแบบเข้าด้วยกันและหมายรวมถึงความเสียหายที่ไม่ใช่ทางเศรษฐกิจด้วย  ตัวอย่างของการทำให้เกิดความพอใจก็คือการกล่าวขอโทษอย่างเป็นทางการหรือการลงโทษผู้ที่กระทำผิด[3] ในกรณีของเขื่อนที่ค่าชดเชยไม่ได้ไปถึงผู้ได้รับผลกระทบหรือไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์  การทำให้เกิดความพอใจก็อาจจะดำเนินคดีอาญาต่อผู้ที่กระทำผิด  การทำให้เกิดความพอใจอาจรวมถึงการยอมรับความผิดพลาดต่อสาธารณะและขอโทษอย่างเป็นทางการต่อผู้ที่ประสบชะตากรรม  และการทำให้เกิดความพึงพอใจอาจรวมถึงการให้ชดใช้ความเสียหายซึ่งเป็นผลกระทบในระยะยาวและทวีคูณ

ข้อเสนอของคณะกรรมการเขื่อนโลก

            ล่าสุดที่มีการกล่าวถึงการฟื้นฟูคือคณะกรรมการเขื่อนโลกที่สนับสนุนความจำเป็นในการเยียวยาปัญหา ทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากเขื่อนที่สร้างไปแล้วและยังคาราคาซังอยู่  รายงานที่ชื่อว่า เขื่อนกับการพัฒนา: กรอบในการตัดสินใจใหม่ คณะกรรมการเขื่อนโลกได้พบว่า “สิ่งสำคัญที่ปรากฏชัดเจนก็คือ ไม่มีการจ่ายค่าชดเชยต่อการสูญเสีย ไม่มีการปฏิบัติตามสัญญาในเรื่องของสิทธิในการฟื้นฟู และไม่ปฏิบัติตามพันธะตามกฎหมายทั้งในระดับชาติและสากล”

            คณะกรรมการเขื่อนโลกได้เสนอว่า “ปัญหาทางสังคมที่เกิดจากเขื่อนที่ยังคาราคาซังต้องมีการแยกแยะและกำหนดร่วมกับชุมชน ที่ได้รับผลกระทบเพื่อพัฒนากระบวนการและกลไกในการจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ” คณะกรรมการเขื่อนโลกได้ระบุว่า จะต้องมีการฟื้นฟูชุมชนที่ได้รับผลกระทบก่อนที่จะมีการสนับสนุนเงินทุนในการสร้างเขื่อน ใหม่โดยเฉพาะโครงการที่จะตั้งบนแม่น้ำหรือในลุ่มน้ำนั้นๆ”

            รายงานนี้ได้สร้างกระบวนการในการประเมินการเรียกร้องสิทธิและการฟื้นฟู โดยคณะกรรมการเขื่อนโลกเสนอแนะให้รัฐบาลกำหนดให้มีคณะกรรมการอิสระที่มีผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย เจ้าของเขื่อน ผู้ได้รับผลกระทบ และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายเพื่อดำเนินการดังนี้

-ร่วมกันพัฒนาเกณฑ์สำหรับการประเมินการเรียกร้องสิทธิ

                -การจำแนกบุคคล ครอบครัว และชุมชนซึ่งมีสิทธิในการเรียกร้องและ

                -ทำให้เกิดการเจรจากับผู้ได้รับผลกระทบเพื่อให้บรรลุข้อตกลงและจัดให้มีกฎหมายที่สามารถบังคับใช้เพื่อให้มีการฟื้นฟู

            ผู้ได้รับผลกระทบจะต้องได้รับการสนับสนุน ทางกฎหมาย ผู้ชำนาญการ  และเงินทุนในการมีส่วนร่วมในการประเมิน การเจรจาและการดำเนินการเพื่อการฟื้นฟู  จะต้องมีการประเมินความเสียหายโดยยึดระบบลุ่มน้ำเป็นฐาน และจะต้องรวมเอาผู้ที่ถูกอพยพและผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน การประเมินจะต้องรวมเอาความสูญเสียที่ไม่ใช่เงินตรา  และการฟื้นฟูจะต้องพัฒนาขึ้นมาบนพื้นฐานของความจำเป็นและความต้องการของชุมชน  การบริหารจัดการหรือการยกเลิกการใช้เขื่อนจะต้องดำเนินการเพื่อการฟื้นฟูทรัพยากรคืนมา เช่น ที่ดิน น้ำ ปลา และการเข้าถึงสถานที่ที่มีความสำคัญทางจิตใจหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์

คณะกรรมการเขื่อนโลกระบุว่าความรับผิดชอบในการเริ่มต้นกระบวนการฟื้นฟูอยู่ที่รัฐบาล  แต่ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเขื่อนอาจจะต้องเข้ามามีส่วนรับผิดชอบด้วย เช่น สถาบันการเงินระหว่างประเทศ องค์กรระหว่างประเทศ และบริษัทเอกชน

จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อรวบรวม  จัดการ และดำเนินการให้มีการฟื้นฟู  คณะกรรมการนี้จะต้องมีตัวแทนที่มีฐานะทางกฎหมายที่ถูกเลือกจากรัฐบาลและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ  ความรับผิดชอบของส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการฟื้นฟูจะต้องมีหลักประกันโดยการบังคับได้ทางกฎหมาย

            รายงานของคณะกรรมการเขื่อนโลกเสนอข้อคิดบางประการเกี่ยวกับเงินทุนในการฟื้นฟูก็คือ คณะกรรมการเขื่อนโลกระบุว่าเงินทุนในการฟื้นฟูสามารถที่จะได้รับการสนับสนุนทั้งจากงบประมาณในระดับต่างๆ ของรัฐบาล  การแบ่งส่วนจากเงินช่วยเหลือหรือเงินกู้ที่มีให้กับโครงการเขื่อนหรือการแบ่งส่วนจากรายได้จากการพลังงานหรือน้ำจากโครงการ  กองทุนดังกล่าวควรจะเป็นกองทุนที่เอื้อสำหรับประโยชน์ของชุมชนในระยะยาว อีกแหล่งคือสัดส่วนจากการบริจาคขององค์กรและภาคอุตสาหกรรม ที่ได้ประโยชน์จากการวางแผนและดำเนินการสร้างเขื่อนรวมทั้งผู้ที่ทำการอพยพชุมชน กองทุนนี้ยังอาจจะได้ทุนมาจากภาษีการฟื้นฟู (reparations tax) ที่จัดเก็บจากสัญญาต่างๆ ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับโครงการเขื่อนที่จะก่อสร้างในอนาคต  ซึ่งรวมถึงการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม การก่อสร้าง การซ่อมบำรุง และการปรับปรุงหรือต่อเติมเขื่อนที่มีอยู่แล้ว

ประสบการณ์การต่อสู้เพื่อการฟื้นฟูของชนพื้นถิ่นอเมริกัน

            ในสหรัฐฯ ได้มีการฟื้นฟูชุมชนของชนพื้นถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนแกรนด์ คูลี (Grand Coulee Dam) ซึ่งสร้างขึ้นบนแม่น้ำโคลอมเบียในรัฐวอชิงตันแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2484  การสร้างเขื่อนแห่งนี้ได้มีการอพยพประชาชนที่ไม่ได้เป็นชนพื้นถิ่น 3,000-4,000 คน ชนพื้นถิ่นอินเดียนคอลวิลล์ (Colville Indians) 1,500 คน อินเดียนสโปเคน(Spokane Indians) 100-250 คน ผู้ที่ถูกอพยพได้รับค่าชดเชยที่ดินและทรัพย์สินเพียงเล็กน้อย  และไม่มีการสนับสนุนทางการเงินในการช่วยเหลือตั้งถิ่นฐานใหม่  สถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสุสานของชาวอเมริกันพื้นถิ่น (Native Americans) ต้องจมอยู่ใต้น้ำ  รัฐบาลได้สัญญาว่าจะให้ส่วนแบ่งจากรายได้ค่าไฟฟ้า แต่สิ่งนี้ก็ไม่เคยถูกปฏิบัติตามสัญญา สำหรับชาวอเมริกันพื้นถิ่นแล้ว  สิ่งที่สูญเสียมากที่สุดก็คือการลดลงของปลาซัลมอนและปลาเทร้าท์ประจำถิ่น  การสูญเสียนี้ได้นำไปสู่การสูญเสียวิถีชีวิตของชนพื้นถิ่นอย่างสิ้นเชิง

            ปี พ.ศ.2494 สหพันธ์ชาวคอลวิลล์ (the Colville Confederated Tribes)  ได้ฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อคณะกรรมาธิการเพื่อสิทธิการเรียกร้องของชาวอินเดียน (the Indian Claims Commission) ในสองเรื่องด้วยกันคือ การสูญเสียการประมงและการรับส่วนแบ่งจากค่าไฟฟ้า ในปี 1978 (พ.ศ.2521) คณะกรรมาธิการพบว่ารัฐบาลสหรัฐฯ มีพันธะที่จะต้องรับประกันสิทธิการทำประมงของชนพื้นถิ่นและดังนั้นชนพื้นถิ่นจึงได้รับสิทธิใน การรับค่าชดเชยจากการสูญเสียการประมง 3.2 ล้านเหรียญ

            ในเรื่องของหุ้นส่วนจากค่าไฟฟ้า คอลวิลล์และรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ข้อยุติในปี พ.ศ.2537  โดยชาวคอลวิลล์ได้เงิน 53 ล้านเหรียญ สำหรับปีก่อนหน้านี้ และหลังจากนั้นก็ได้รับเงินในแต่ละปีๆ ละ 15.5 ล้านเหรียญ สำหรับชาวสโปเกนซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินทางเหนือเขื่อนขึ้นไป ไม่ได้อยู่ในส่วนของการตกลงนี้และยังคงรอคอยการชดเชยที่ยุติธรรม

            อีกกรณีก็คือชาวอเมริกันพื้นถิ่น 7 เผ่าได้สูญเสียผืนดินจำนวนมากเนื่องมาจากการสร้างเขื่อนปิค-สโลน เฟดเดอรอล (Pick-Sloan federal dam) บนแม่น้ำมิสซูรี่ในทศวรรษที่ 1950 ไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมลรัฐก็ได้คืนที่ดินสองฝั่งอ่างเก็บน้ำไปเป็นของรัฐและคืนให้ชนพื้นถิ่น 2 เผ่า และก็ได้มีการตั้งกองทุนเพื่อที่จะมอบเงิน 57 ล้านเหรียญแก่ทั้งสองชนเผ่า ดอกเบี้ยจากกองทุนเหล่านี้จะใช้ในการปรับปรุงและจัดการพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจและถิ่นอาศัยของสัตว์ป่า  ในเดือนมีนาคม 2543 รัฐสภาก็ได้ตั้งกองทุนเพื่อแม่น้ำมิสซูรี่จำนวน 200 ล้านเหรียญ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นฟูที่ดินที่สูญเสียไปจากเขื่อนแห่งนี้ กองทุนนี้จะถูกใช้เพื่อควบคุมตะกอนและการพังทลายของดิน (การกษัยการ) การปรับปรุงพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ และการปกป้องพื้นที่ทางวัฒนธรรมตลอดสองฝั่งแม่น้ำ

หนี้ของธนาคารโลกที่เกิดจากการสร้างเขื่อน

            ธนาคารโลกเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดเพียงแห่งเดียวที่สนับสนุบเงินทุนในการสร้างเขื่อนทั่วโลกภายใต้เป้าหมาย เพื่อลดทอนความยากจน ธนาคารได้สนับสนุนและให้ทุนที่ทำให้เกิดการอพยพประชาชนมากกว่า 10 ล้านคนที่ต้องสูญเสียที่ดินและบ้านเรือน การสร้างความเสียหายแก่สภาพแวดล้อม และผลักดันให้ประเทศที่กู้ยืมต้องมีหนี้สิน แม้ว่าธนาคารโลกไม่เคยถูกบังคับให้ชดใช้ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับประชาชนนับล้านคน แต่วันนี้ขบวนการต่อสู้ของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนที่เติบโตอย่างรวดเร็วก็กำลังเรียกร้อง ให้ธนาคารโลกฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้น  เช่น การเรียกร้องของผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนชิซอยในกัวเตมาลาและเขื่อนปากมูล เป็นต้น

            ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนชิซอยในกัวเตมาลาได้ต่อสู้ด้วยการรณรงค์ให้ธนาคารโลกฟื้นฟูชุมชนของพวกเขา ธนาคารโลกและธนาคารเพื่อการพัฒนาอเมริกันได้ตัดสินใจสนับสนุนเงินทุนในการสร้างเขื่อนแห่งนี้เพื่อเป็นการผลิตไฟฟ้าในปี พ.ศ.2521 แต่ถูกต่อต้านจากชนพื้นถิ่นชาวมายา อาชิ (Maya Achi') แห่งริโอ เนโกร (Ri'o Negro) ซึ่งเป็นชุมชนหนึ่งที่จะถูกอพยพ  แต่การต่อต้านนี้ก็ทำให้ชาวบ้านในชุมชนถูกสังหารในเหตุการณ์ฆาตกรรมหมู่ติดต่อกัน  5 ครั้งในปี พ.ศ.2525 และ 2526

            สำหรับชาวริโอ เนโกรที่รอดชีวิต  พวกเขาไม่เคยได้รับค่าชดเชยที่เหมาะสมสำหรับที่ดินที่สูญเสียไป รวมทั้งความรุนแรงที่ผิดกฎหมาย ที่กระทำต่อพวกเขา ไม่มีแม้แต่ชุมชนเดียวที่ได้รับการตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เหมาะสม  สำหรับชาวริโอ เนโกร แล้ว ยี่สิบปีที่ผ่านมาพวกเขาต้องอยู่กับความยากแค้นแสนสาหัส และชอกช้ำจิตใจ

            แม้ว่าได้มีการส่งคณะกรรมาธิการต่างๆ จำนวนมากไปตรวจการปฏิบัติงานของโครงการ   แต่ธนาคารโลกก็ยังคงเพิกเฉยต่อการสังหารหมู่  จนกระทั่งในปี พ.ศ.2539 เมื่อกลุ่มสิทธิมนุษยชนได้กดดันธนาคารโลกให้ดำเนินการตรวจสอบภาย ในว่าเกิดอะไรขึ้นที่ริโอ เนโกร จึงไก้มีการตรวจสอบและพบว่าได้เกิดการสังหารหมู่จริง แต่ก็ไม่มีการไถ่บาปจากธนาคารโลก

            การตรวจสอบของธนาคารโลกที่ชิซอยในปี พ.ศ.2539 สรุปว่าผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่ไม่เคยได้รับค่าชดเชยที่เหมาะสมและเรียกร้องให้รัฐบาลกัวเตมาลา จัดหาที่ดินให้เพิ่มขึ้น ขณะนี้ธนาคารโลกได้พิจารณากรณีชิซอยว่าได้ดำเนินการแล้วเพราะ “ชุมชนทั้งหมดที่ถูกอพยพได้มีความเป็นอยู่ในระดับที่พวกเขาเคยมีเมื่อปี 2519 (เมื่อคราวที่เริ่มมีการอพยพ)”

            กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ว่าผู้ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่ต้องประสบกับการสูญเสียอย่างแสนสาหัส หวาดกลัว และสูญเสียคนอันเป็นที่รัก  แต่ผู้ที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดชะตากรรมแก่พวกเขากลับเชื่อว่าความรับผิดชอบนั้นได้สิ้นสุดลงแล้วเพราะพวกเขาได้ “ให้ความช่วยเหลือ” ผู้ที่มีชีวิตรอดให้กลับคืนสู่มาตรฐานของชีวิตที่พวกเขามีเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา

            ทุกวันนี้ ชุมชนแห่งริโอ เนโกร ยังคงเรียกร้องให้ธนาคารโลก ธนาคารเพื่อการพัฒนาอเมริกัน และหน่วยงานรัฐบาลกัวเตมาลาฟื้นฟูพวกเขา ข้อเรียกร้องนี้รวมถึงการที่จะต้องหาที่ดินมาที่มีปริมาณและคุณภาพเหมือนกับที่พวกเขาเคยมี การสร้างอนุสาวรีย์เป็นอนุสรณ์แก่ประชาชน 400 คนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์สังหารหมู่  และนำผู้ที่รับผิดชอบขึ้นศาล

เอกสารอ้างอิง

American Heritage Dictionary, version 3. 0. 1 1993. 

Barbara Rose Johnston, Reparations and the Right to Remedy, Briefing Paper prepared for

the World Commission on Dams, July 2000.


[1] American Heritage Dictionary, version 3.  0.  1 1993.  

 [2] Barbara Rose Johnston, Reparations and the Right to Remedy, Briefing  Paper prepared for the World Commission on Dams, July 2000.

[3] ตัวอย่างของการขอโทษต่อสาธารณะ (public apology) ในฐานะของการฟื้นฟู เช่น  การออกมาแถลงและการเขียนคำขอโทษของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อครอบครัวชาวญี่ปุ่นที่ถูกกักขังในค่ายกักกันของสหรัฐฯในระหว่าง   สงครามโลกครั้งที่สอง หรือ การที่ประธานาธิบดีคลินตันกล่าวคำขอโทษต่อชนพื้นถิ่นในฮาวายที่ถูกยึดที่ดินและ ทรัพยากรโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายการปกครองตนเองซึ่งกระทำการโดยรัฐบาลในอดีต  

 
 

โครงการแม่น้ำเพื่อชีวิต   199/13  หมู่บ้านโชตนานิเวศน์ 2  หมู่ 2  ต.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่   50300
 Living River Siam  199/13, Chotananivate 2 Village, Moo 2, Chang Puak,  Muang,   Chiang Mai, 50300   Thailand
Tel.: (66)-53-408-873    Fax : 212-982         Email:info@livingriversiam.org

ข้อมูลในเวปนี้สามารถนำไปเผยแพร่ได้โดยอ้างอิงแหล่งที่มา     แนะนำติชมเว็บมาสเตอร์่ webmaster