ชะตากรรมบนแผ่นดินสงครามแห่งรัฐกะเหรี่ยง

ผู้พลัดถิ่นริมฝั่งสาละวิน
ดวงตะวันอับแสงขมุกขมัวที่ปลายดอยริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ระรอกคลื่นกระเพื่อมไหวเมื่อเรือหางยาวลำใหญ่เหหัวเรือเข้าจอดเทียบที่ริมหาดทราย ผู้โดยสารกว่า ๗๐ คนท่าทางอิดโรยทยอยเดินขึ้นจากเรือ แบกสำภาระเดินเร่งฝีเท้าลัดเลาะลำห้วยเข้าสู่หุบเขาเล็กๆ ก่อนแสงสุดท้ายวันจะสิ้นไป บนที่ราบแคบๆ ริมลำห้วย บนรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า ไม่ไกลจากชายแดน จ.แม่ฮ่องสอน เพิงพักชั่วคราวนับร้อยหลังถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น ที่พักพิงสำหรับชาวบ้านกว่า ๘๐๐ คน ผู้หนีภัยความตายจากการรุกรานของกองทัพพม่า มาพักพิงอยู่ภายใต้การคุ้มครองดูแลของกองกำลังกู้ชาติกะเหรี่ยง ( Karen National Union) “มาถึงที่นี่ได้ก็ดีใจที่สุดแล้ว อย่างน้อยคืนนี้ก็คงได้นอนหลับสนิท” หม่อทู ชายชาวกะเหรี่ยงวัย ๔๐ ปีที่หนีตายมาพร้อมครอบครัว รับผ้าพลาสติก ข้าวสาร พริก และเกลือ จากหน่วยงานบรรเทาทุกข์ ก่อนแยกออกไปสร้างเพิงพักเพื่อเป็นที่นอนในคืนนี้ เช่นเดียวกับชาวบ้านคนอื่นๆ ที่หนีมา หม่อทูและครอบครัวต้องทิ้งบ้านอย่างกะทันหันเมื่อทหารพม่าเข้ามาโจมตีหมู่บ้าน ซ่อนตัวกันอยู่ในป่านานนับเดือน เมื่อข้าวสารและเสบียงหมด แต่ทหารพม่ายังคงปิดล้อมไม่ถอนกำลัง ชาวบ้านที่ไม่มีทางเลือกจึงตัดสินใจรอนแรมเดินเท้าข้ามลำห้วยและภูเขาสูงเป็นเวลานานนับเดือน
เพื่อมายังริมฝั่งสาละวินแห่งนี้ นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๘ เป็นต้นมา กองทัพพม่าได้เปิดศึกครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ ๑๐ ปี ในรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงแห่งใหม่ของพม่าที่ปินมะนาเพียงราว ๑๐๐ กิโลเมตร กลุ่มบรรเทาทุกข์ Free Burma Rangers รายงานจากในพื้นที่ว่าการโจมตีรัฐกะเหรี่ยงครั้งนี้ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ดังกล่าวอย่างน้อย ๑๑,๐๐๐ คนต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ กลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายใน (Internally Displaced Persons-IDPs หรือ ไอดีพี) หมู่บ้านอย่างน้อย ๕๔ แห่งถูกเผา หรือทิ้งร้างเนื่องจากถูกทหารพม่าเข้าทำลาย กองทัพของเผด็จการทหารพม่า ได้ขยายกองกำลังในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงอย่างหนัก นับเป็นการเพิ่มกำลังทหารของกองทัพพม่าครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง
เหตุผลเบื้องหลังการโจมตี
เหตุผลหลักของการโจมตีรัฐกะเหรี่ยง
กลุ่มบรรเทาทุกข์ Free Burma Rangers วิเคราะห์ว่าการที่กองทัพพม่าเพิ่มกำลังทหารและ โจมตีรัฐกะเหรี่ยงครั้งนี้เป็นเพราะสาเหตุหลัก ดังนี้ ๑ ควบคุมประชาชน๒ ปราบปรามกองกำลังกู้ชาติชนกลุ่มน้อย๓ ควบคุมการค้า๔ ควบคุมทรัพยากร เช่น ไม้สัก และทอง๕ สร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน
เจ้าหน้าที่เคเอ็นยูคนหนึ่งให้ข้อมูลว่า “เรารู้ว่าพวกเขา (ทหารพม่า) จะยังคงโจมตีเราต่อไป เราจึงต้องปกป้องประชาชนของเรา แต่ที่สำคัญกว่านั้น คือเราต้องหยุดการโจมตีครั้งนี้ให้ได้” เพราะมิเช่นนั้นประชาชนชาวกะเหรี่ยงที่จะต้องเดือดร้อนจากภัยสงคราม จะต้องเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว รายงานระบุว่าขณะนี้ชาวบ้านกว่า ๙ ,๐๐๐ คนกำลังซ่อนตัวอยู่ในป่า และกว่า ๑,๑๐๐ คนเดินทางมายังพื้นที่ปลอดภัยที่ชายแดนตะวันตกของประเทศไทย ค่ำแล้ว ชาวบ้านที่เพิ่งเดินทางมาถึงวันนี้ยังสร้างเพิงพักไม่เสร็จ เด็กน้อยร้องไห้จ้าด้วยหิวและอ่อนเพลียจากการเดินทางไกล
ผู้ชายตัดไม้ไผ่เร่งลงเสาและทำโครงหลังคา ผู้หญิงและคนแก่ช่วยกันสานหลังคาใบไม้ เพิงเล็กๆ หลังนี้จะเป็นเกราะกำบังให้แก่หลายชีวิตที่จะนอนหลับภายใต้ผืนฟ้าที่ชายขอบของแผ่นดินพม่าในคืนนี้ ซอหม่อทู เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานบรรเทาทุกข์ซึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลค่ายพักพิงชั่วคราวแห่งนี้เล่าว่า “ชาวบ้านหนีกันมาถึงที่นี่ทางเราก็ต้องดูแล มีหมอ มียารักษาเบื้องต้น มีข้าวสาร พริก ให้พอประทังชีวิตไปได้” “ที่สำคัญที่สุดคือต้องหาพื้นที่ปลอดภัยให้ชาวบ้านอาศัยอยู่ชั่วคราวไปก่อน แต่ก็ไม่รู้จะดูแลกันได้แค่ไหน ทหารของเราก็มีน้อย ฐานพม่าอยู่ห่างไปแค่ ๔-๕ กิโล จะมาโจมตีพวกเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้” ซอหม่อทูถอนหายใจยาว แต่ถึงจะเสี่ยงอย่างไร หุบเขาแห่งนี้ก็เป็นพื้นที่สุดท้ายที่ผู้หนีภัยความตายจะฝากชีวิตไว้ได้
ทางเลือกที่หายไปและค่ายอพยพ
“หนี” ไม่ใช่ทางเลือก “ทหารพม่าเข้ามาบุกหมู่บ้าน ชาวบ้านต้องรีบหนีเอาชีวิตรอด แทบไม่มีเวลาหยิบข้าวหรือของใช้ติดตัว ไม่ว่าเด็กหรือคนแก่ ทุกคนต้องไป ถ้าอยู่ก็ตาย” ซอโหย่เว เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหกสัปดาห์ก่อน ก่อนที่เขาและชาวบ้านทั้งหมู่บ้านจะทิ้งทุกอย่างหนีเอาชีวิตมายังที่นี่ มีรายงานว่าในหลายหมู่บ้าน ทหารพม่ามีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรแนบเป็นจดหมายมาพร้อมลูกกระสุนปืน สั่งให้ชาวบ้านย้ายออกไปอยู่ในพื้นที่ “แปลงอพยพ” ซึ่งควบคุมโดยทหารพม่า พร้อมระบุเส้นตายว่าหากพบชาวบ้านในหมู่บ้านเดิมหลังจากวันที่กำหนดจะถูกฆ่าทิ้งทันที
แปลงอพยพเหล่านี้ตั้งอยู่บนที่ราบใกล้ถนนที่ถูกใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของกองทัพพม่า เป็นเส้นทางลำเลียงเสบียง กองกำลัง และยุทโธปกรณ์ของกองทัพพม่า “ถ้ายอมไปอยู่ในแปลงอพยพเราก็เหมือนตายทั้งเป็น ทหารพม่าต้อนให้เราไปอยู่ใกล้ๆ กับค่ายทหาร ไม่มีบ้าน ไม่มีอะไรทั้งนั้น เราต้องสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ ถูกต้อนไปเรายังไม่มีบ้านจะซุกหัวนอนแต่ต้องไปสร้างค่ายให้ทหารพม่าก่อนสร้างบ้านของเราเอง อาหารก็ไม่มีจะกิน” เหยื่อสงครามเล่าด้วยน้ำเสียงเครือ ภายใต้การควบคุมของกองทัพพม่า ชาวบ้านต้องเผชิญการละเมิดสิทธิมนุษยชนนานับประการ
ทั้งการเรียกเก็บส่วยเป็นข้าวสาร อาหาร สัตว์เลี้ยง และเงิน ที่สาหัสที่สุดคือการบังคับใช้แรงงานทาส กองทัพพม่าที่เข้ากวาดล้างหมู่บ้านของประชาชนในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยงและกวาดต้อนชาวบ้านเข้าสู่แปลงอพยพด้วยเหตุผลหลัก คือ ตัดการสนับสนุนของชาวบ้านกะเหรี่ยงต่อกองกำลังของเคเอ็นยู และเข้าควบคุมพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จ เหตุผลเหล่านี้ทำให้ชาวบ้านไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหนีออกจากหมู่บ้านมาซ่อนตัวอยู่ในป่า หรือจำใจหนีความตายข้ามพรมแดนไปยังค่ายผู้ลี้ภัยบนแผ่นดินไทย เหยื่อสงครามตัวน้อย สงครามที่กินเวลานานกว่าครึ่งศตวรรษทำให้ประชาชนบนแผ่นดินแห่งนี้มีชีวิตระหกระเหิน ไม่มีใครรู้ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น แม้ทุกคนจะมีความหวังว่าสันติภาพจะคืนกลับมาในสักวัน แต่สิ่งหนึ่งที่น่ากังวลคือชีวิตน้อยๆ ที่เติบโตมาบนแผ่นดินเพลิง
เด็กในแผ่นดินเพลิง
เด็กๆ ที่ต้องเผชิญกับภัยสงครามสามารถรับรู้ได้โดยไม่ต้องสอนว่าทหารพม่าคือสิ่งอันตรายที่ทุกคนต้องหนี “ตอนที่หนีตอนกลางคืนหนูกลัวมาก กลัวทหารพม่ายิง อยากกลับบ้าน แต่พม่าเข้ามาเราก็อยู่ไม่ได้ถ้าทหารพม่าไปเราก็จะกลับไปอยู่บ้านได้เหมือนเดิม” หน่อนอ เด็กหญิงวัย ๑๒ ปีพูดเสียงใสเหมือนเรื่องสะเทือนใจที่เธอเล่าเป็นเรื่องปกติ
วิกฤตสุขภาพและการศึกษา
การมีชีวิตที่ระหกระเหินหนีตายกันเป็นประจำ ทำให้ประชาชนตัวเล็กๆ ไม่ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง หรืออาจไม่เคยรู้จักโรงเรียนเลย “ตั้งแต่ฉันอายุ ๕ ขวบเราก็ต้องหนีกันอยู่ในป่า ตื่นเช้ามากินข้าวเสร็จก็เก็บของใส่ตะกร้าเตรียมหนีต่อ ฉันไม่เคยรู้จักเลยว่าโรงเรียนเป็นอย่างไร” พอวา เจ้าหน้าที่หญิงชาวกะเหรี่ยงคนหนึ่งเล่าย้อนความหลัง ลำพังโรงเรียนตามหมู่บ้านต่างๆ ในเขตไอดีพี หรือเขตที่ชาวบ้านต้องหนีกันอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง การสร้างโรงเรียนและหาครูมาประจำก็ยากลำบากอยู่แล้ว การหาครูมาสอนนักเรียนตัวน้อยที่หนีกันอยู่ในป่าเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้
นอกจากว่าชาวบ้านในหมู่บ้านที่พอจะมีความรู้อาสามาเป็นครูสอนเด็กๆ กันเอง “ตอนพวกเราหนี ครูก็หนีไปด้วยกัน ไปตั้งโรงเรียนกันในป่า สอนหนังสือไปก็ต้องคอยฟังข่าวสถานการณ์ไปด้วย” ผู้ใหญ่บ้านเล่า หมอของคนทุกข์ สุขภาพของผู้พลัดถิ่นนั้นอยู่ในขั้นวิกฤติ เด็กๆ จำนวนมากขาดสารอาหารและน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์อย่างน่าตกใจ โรคที่ประชาชนเป็นกันมากที่สุดคือ มาลาเรีย วัณโรค ท้องร่วง และโรคติดเชื้ออื่นๆ ชาวบ้านที่หนีซ่อนกันในป่าต้องเสาะหายาสมุนไพรรักษากันตามมีตามเกิด หรือถ้าโชคดีก็อาจได้พบกับคณะแพทย์เคลื่อนที่จากหน่วยงานบรรเทาทุกข์ “ยามีน้อยมาก
ส่งมาได้แค่ปีละ ๒ ครั้ง ยิ่งช่วงที่พม่าเปิดศึกสกัดเส้นทางลำเลียง การขนยาลำบากมาก” วินซอ หมอหนุ่มชาวกะเหรี่ยงประจำคลินิกที่ฐานที่มั่นแห่งหนึ่งกล่าว คลินิกแห่งนี้เป็นศูนย์กลางในการส่งทีมแพทย์เคลื่อนที่ออกเดินเท้าไปรักษาชาวบ้านตามหมู่บ้านและในป่า หลายครั้งที่อาการคนไข้สาหัส เช่น ถูกยิง หรือเหยียบกับระเบิด ก็ส่งมายังคลินิกแห่งนี้ หากอาการรุนแรงมากต้องช่วยกันหามคนไข้เดินข้ามภูเขาเป็นเวลา ๒-๔ วันเพื่อส่งข้ามไปรักษายังฝั่งไทย ที่พื้นที่พักพิงริมห้วยสาขาของสาละวินแห่งนี้ ผู้หนีภัยความตายยังโชคดีที่มีหมอคอยดูแล โดยตั้ง
“คลินิก” ในเพิงไม้ไผ่คลุมหลังคาด้วยผ้าพลาสติก เปิดรักษาคนไข้ที่มารอหมอตั้งแต่เช้าตรู่ คลินิกนี้มีหมอชาวกะเหรี่ยง ๓ คน เป็นหมอที่ที่ฝึกจากแม่ตาวคลินิกของหมอซินเทีย มาว แพทย์หญิงชาวกะเหรี่ยงเจ้าของรางวัลแมกไซไซ ตะวันคล้อย เมื่อคนไข้ที่คลินิกเริ่มน้อยลง หมอหนุ่มวัย ๒๕ ปี ก็ถือกล่องยาออกไปตรวจรักษาคนไข้อาการหนักที่นอนรอหมออยู่ตามเพิงพัก ซึ่งคนไข้ส่วนใหญ่เป็นมาลาเรีย ท้องร่วง และอ่อนเพลียจากการรอนแรมมาหลายสัปดาห์ “ตอนนี้มีแค่ยาบรรเทา ยาฉีดยังส่งมาไม่ได้ เราก็รักษาเท่าที่ทำได้ไปก่อน ถ้าได้ยาก็คงรักษาคนไข้ได้มากกว่านี้”
หมอกล่าวก่อนหันไปแทงสายน้ำเกลือให้แก่คนไข้ที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น ค่ำแล้ว จันทร์เสี้ยวส่องแสงวับวาวที่ยอดไม้ เพิงพักมืดเป็นเงาดำนิ่งสนิท ผู้พลัดถิ่นที่อ่อนเพลียต่างหลับใหลด้วยอุ่นใจว่าที่บนยอดดอยและริมฝั่งน้ำ มีทหารกะเหรี่ยงคอยรักษาความปลอดภัย ลุ่มสาละวินยังคงเป็นที่ปลอดภัย ตราบเท่าที่สายน้ำยังคงไหลอย่างอิสระ หมายเหตุ ชื่อบุคคลที่ให้สัมภาษณ์เป็นชื่อสมมุติเพื่อเหตุผลด้านความปลอดภัย
อ่านต่อ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
ปูแป้ง ปูทูลกระหม่อม
ยังไม่พบเนื้อหาฉบับเต็มในข้อมูลที่กู้คืน
ปูแป้ง ปูทูลกระหม่อม
ยังไม่พบเนื้อหาฉบับเต็มในข้อมูลที่กู้คืน
ไขความลับปลากระเบนแม่น้ำโขง
ปลาฝาไม: ปลากระเบนแม่น้ำโขงที่หายากน้อยคนนักที่จะรู้ว่า แม่น้ำโขงในจังหวัดเชียงรายมีปลากระเบน ถ้าไม่ใช่คนที่ศึกษาติดตามเรื่องปลาแม่น้ำโขงหรือชุมชนที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ความเข้าใจส่วนใหญ่จะ…