ข้อเสนอต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนและพัฒนาแหล่งน้ำ โดย 30 องค์กรชาวบ้าน และ 12 เอ็นจีโอ

ข้อเสนอต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา ผลกระทบจากการสร้างเขื่อนและพัฒนาแหล่งน้ำ   โดย 30 องค์กรชาวบ้าน และ 12 เอ็นจีโอ

ข้อเสนอการแก้ปัญหาเขื่อนที่สร้างแล้ว

๑ การแก้ปัญหาเขื่อนที่สร้างแล้ว ให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนที่สร้างไปแล้วอย่างเป็นธรรมและมีหลักประกันว่าจะสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข และมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมหรืออย่างน้อยที่สุด ดีเท่ากับก่อนการสร้างเขื่อน โดยฟื้นฟูครอบครัว ชุมชน และธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบ เช่น การจัดหาที่ดินทำกินที่เหมาะสมต่อการเกษตร การจ่ายค่าเสียหาย การชดเชยค่าเสียโอกาส การฟื้นฟูชุมชนและวัฒนธรรม การดำเนินการนี้ รัฐต้องจัดให้มีกองทุนที่สามารถนำมาใช้ได้โดยนำเงินจากหน่วยงานเจ้าของเขื่อนหรือผู้ได้รับประโยชน์จากเขื่อนเพื่อ

นำมาใช้เป็นงบประมาณในการดำเนินการ รวมทั้งต้องแก้ไขระเบียบ ประกาศกระทรวง กฎหมาย และมติคณะรัฐมนตรีที่เป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหา เขื่อนที่สร้างไปแล้วและเกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมมากกว่าผลได้ ได้แก่ เขื่อนปากมูล เขื่อนราษีไศล และโครงการเขื่อนภายใต้โครงการผันน้ำโขง-ชี-มูล ให้เปิดประตูระบายน้ำอย่างถาวร เพื่อฟื้นฟูแม่น้ำและชุมชน และแก้ปัญหาการแพร่กระจายของดินเค็ม กรณีเขื่อนหัวนา ให้ระงับการปิดบานประตูระบายน้ำและถมแม่น้ำมูล จนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบทุกด้านโดยการมีส่วนร่วมของประชาชน และได้รับการยินยอมจากผู้ที่จะได้รับผลกระทบ

และให้มีการดำเนินการรังวัดตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ได้รับผลกระทบตามบัญชีที่ราษฎรได้เสนอต่อรัฐบาลแล้ว กรณีโรงไฟฟ้าพลังน้ำลำตะคองแบบสูบกลับ รัฐต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาสุขภาพของผู้ได้รับผลกระทบและฟื้นฟูชุมชนเป็นการเร่งด่วน รวมทั้งชดเชยค่าเสียหายแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต ๒ การแก้ปัญหาโครงการเขื่อนและโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่มีการวางแผนไว้ รัฐจะต้องไม่ดำเนินโครงการเขื่อนใหม่ๆ และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ จนกว่าจะดำเนินการแก้ไขปัญหาเขื่อนที่สร้างไปแล้วให้ครบถ้วน และปรับปรุงกระบวนการตัดสินใจในการสร้างเขื่อนและการพัฒนาแหล่งน้ำตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการเขื่อนโลก

แนวทางจัดการโครงการเขื่อนใหม่และผันน้ำ

กล่าวคือ – ต้องมีการศึกษาทางเลือกแทนการสร้างเขื่อนและการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ – โครงการเขื่อนทุกเขื่อนจะต้องได้รับการยอมรับจากสาธารณะ โดยผู้ได้รับผลกระทบให้การยินยอม มีการเปิดเผยข้อมูลโครงการและผลกระทบอย่างรอบด้านแก่ชุมชนล่วงหน้า เพื่อประกอบการตัดสินใจ ข้อมูลที่เปิดเผยและกระบวนการปรึกษาหารือกับชุมชนต้องเป็นภาษาและรูปแบบที่ชุมชนท้องถิ่นสามารถเข้าใจได้ ทั้งนี้ผู้ได้รับผลกระทบต้องให้ฉันทานุมัติก่อนจึงจะดำเนินโครงการได้ – ต้องรับรองระบอบกรรมสิทธิ์ของผู้ที่จะได้รับผลกระทบและเผชิญกับความเสี่ยง – ต้องมีการศึกษาผลกระทบจากโครงการอย่างรอบด้าน

ครอบคลุมประเด็นทางสิ่งแวดล้อม สังคม สุขภาพ และวัฒนธรรม โดยผู้ได้รับผลกระทบมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน และรัฐต้องสนับสนุนให้ผู้ได้รับผลกระทบทำรายงานการวิจัยเพื่อนำข้อมูลประกอบการพิจารณาโครงการ เช่น งานวิจัยไทบ้านหรืองานวิจัยชาวบ้าน เป็นต้น สำหรับโครงการเขื่อนที่มีการศึกษาไปแล้วและพบว่าไม่เหมาะสม เช่น โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น ให้รัฐบาลยกเลิกโครงการ โครงการเขื่อน ๕ เขื่อนที่มีความขัดแย้งสูงและผู้ที่จะได้รับผลกระทบไม่ยินยอมให้ก่อสร้าง ได้แก่ โครงการเขื่อนโป่งขุนเพชร โครงการเขื่อนลำโดมใหญ่ โครงการเขื่อนคลองกลาย โครงการเขื่อนรับร่อ

และโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น ซึ่งรัฐบาลได้มีมติคณะรัฐมนตรีให้ชะลอโครงการนั้น รัฐต้องยุติการดำเนินโครงการโดยเด็ดขาด โครงการเขื่อนแม่ขาน ขอให้ระงับการสำรวจจนกว่าจะได้รับการยินยอมจากผู้ได้รับผลกระทบ รัฐต้องไม่ดำเนินโครงการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำหากโครงการดังกล่าวไม่ได้รับฉันทานุมัติจากคนลุ่มน้ำที่จะถูกผันน้ำไป และผู้ที่จะได้รับผลกระทบในลุ่มน้ำที่จะมีการผันน้ำเข้ามา รวมทั้งต้องพิจารณาผลกระทบทางสังคม สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน เช่น โครงการผันน้ำกก-อิง-น่าน โครงการผันน้ำต่างๆ จากลุ่มน้ำสาละวินลงสู่เขื่อนภูมิพล

โครงการผันน้ำโขง-ชี-มูล โครงการเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา (ผันน้ำแม่แตง แม่งัด แม่กวง) ฯลฯ ๓.การรับรองสิทธิการจัดการน้ำโดยชุมชน ให้รัฐเปลี่ยนนโยบายการจัดการน้ำจากการสร้างเขื่อนและการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เป็นการส่งเสริมและรับรองสิทธิการจัดการน้ำโดยชุมชนซึ่งเหมาะสมและสอดคล้องกับระบบนิเวศน์ วิถีชีวิตของชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดการแหล่งน้ำขนาดเล็กโดยชุมชน การจัดการน้ำตามประเพณี ฯลฯ การดำเนินการนี้จะต้องมีการทบทวนแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ ประกาศกระทรวง

การรับรองสิทธิการจัดการน้ำโดยชุมชน

มติคณะรัฐมนตรี และนโยบายที่เป็นอุปสรรคในการดำเนินงานตามข้อเสนอข้างต้น และจัดทำกฎหมายและนโยบายที่ส่งเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรน้ำตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ๔.โครงการบนแม่น้ำระหว่างประเทศ การพัฒนาแม่น้ำระหว่างประเทศต้องยึดหลักเพื่อสันติภาพและการพัฒนาที่ยั่งยืน การสร้างเขื่อนและโครงการพัฒนาแหล่งน้ำบนแม่น้ำระหว่างประเทศซึ่งจะส่งผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ต้องมีการศึกษาผลกระทบตลอดทั้งลุ่มน้ำ และผู้ที่จะได้รับผลกระทบหรือจะได้รับความเสี่ยงต้องให้การยินยอม กรณีการสร้างเขื่อนสาละวิน

หลักการพัฒนาแม่น้ำระหว่างประเทศ

รัฐต้องระงับโครงการไว้ก่อนจนกว่ามีการรับรองสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบทั้งในประเทศไทยและพม่า และจนกว่าประเทศพม่าจะมีการปกครองระบบประชาธิปไตย สำหรับกรณีเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงทางตอนบนในประเทศจีน รัฐต้องดำเนินการและสนับสนุนให้มีการศึกษาผลกระทบทางด้านท้ายน้ำในเขตประเทศไทยและร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ในการศึกษาผลกระทบทางด้านท้ายน้ำ และมีการนำเสนอปัญหาผลกระทบและเจรจากับรัฐบาลจีนในการแก้ไขปัญหา ส่วนโครงการผันน้ำไทย-ลาว รัฐจะต้องยุติโครงการจนกว่าจะมีการศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้านทั้งในประเทศลาวและผลกระทบด้านปัญหาดินเค็ม

การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและนโยบายระดับชาติ

ในพื้นที่ชลประทานในประเทศไทย ๕. ปัญหาเร่งด่วนกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในขณะนี้ได้ปรากฏว่าชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อน และเขื่อนที่สร้างไปแล้ว กำลังถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น การข่มขู่คุกคามชาวบ้านที่คัดค้านโครงการเขื่อนโป่งขุนเพชร โครงการเขื่อนรับร่อ โครงการเขื่อนท่าแซะ เขื่อนห้วยละห้า และเขื่อนสิรินธร รัฐจะต้องสั่งการให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องยุติการข่มขู่คุกคามชาวบ้าน และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความคุ้มครองชาวบ้านและมีมาตรการป้องกันการข่มขู่คุกคามโดยเร่งด่วน ๖.การแก้ไขปัญหาระดับนโยบาย

ในการแก้ปัญหาผลกระทบจากการสร้างเขื่อนและการพัฒนาแหล่งน้ำในระยะยาว รัฐต้องดำเนินการแก้ไขนโยบายและกระบวนการตัดสินใจในโครงการเขื่อนและการพัฒนาแหล่งน้ำ และแผนการจัดการน้ำและพลังงาน รวมไปถึงพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.๒๕๓๕ โดยการตั้งคณะกรรมการอิสระที่มีตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนและการพัฒนาแหล่งน้ำเป็นกรรมการ โดยพิจารณาข้อเสนอแนะของคณะกรรมการเขื่อนโลกและบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับสิทธิชุมชนและสิทธิ ในการจัดการทรัพยากร รับรองโดย ตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนและโครงการพัฒนาแหล่งน้ำดังนี้ ·

๑ เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี ·

๒ เขื่อนปากมูล จ.อุบลราชธานี ·

๓ เขื่อนราษีไศล จ.ศรีสะเกษ ·

๔ เขื่อนหัวนา จ.ศรีสะเกษ ·

๕ เขื่อนแก่งเสือเต้น จ.แพร่ ·

๖ เขื่อนสาละวิน จ.แม่ฮ่องสอน ·

๗ เขื่อนบนแม่น้ำโขงตอนบน ·

๘ เขื่อนห้วยละห้า จ.อุบลราชธานี ·

๙ เขื่อนโป่งขุนเพชร จ.ชัยภูมิ ·

๑๐ โรงไฟฟ้าพลังน้ำลำตะคองแบบสูบกลับ จ.นครราชสีมา ·

๑๑ เขื่อนคลองกลาย จ.นครศรีธรรมราช ·

๑๒ เขื่อนรับร่อ จ.ชุมพร ·

๑๓ เขื่อนท่าแซะ จ.ชุมพร ·

๑๔ เขื่อนลำโดมใหญ่ จ.อุบลราชธานี ·

๑๕ เขื่อนเขาหลัก จ.ตรัง ·

๑๖ เขื่อนเซบาย จ.อุบลราชธานี ·

๑๗ เขื่อนลุ่มน้ำสงคราม จ.นครพนม ·

๑๘ เขื่อนคลองลำแชง จ.สงขลา ·

๑๙ เขื่อนชมพู จ.พิษณุโลก ·

๒๐ เขื่อนคลองลำขัน จ.ตรัง ·

๒๑ เขื่อนแม่น้ำกก – น้ำสาย จ.เชียงราย ·

๒๒ เขื่อนสายบุรี จ.ยะลา-ปัตตานี ·

๒๓ เขื่อนห้วยขุมคำ / เขื่อนห้วยที จ.อุบลราชธานี ·

๒๔ โครงกาผันน้ำกก อิง น่าน จ.เชียงราย-พะเยา-น่าน ·

๒๕ เขื่อนแม่วงก์ จ.นครสวรรค์ ·

๒๖ โครงการผันน้ำโขง ชี มูล ·

๒๗ เขื่อนน้ำพรม จ.ชัยภูมิ ·

๒๘ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำให้อ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่กวง (ผันน้ำแม่แตง แม่งัด) จ.เชียงใหม่ ·

๒๙ เขื่อนแม่ขาน จ.เชียงใหม่ ·

๓๐ สมัชชาคนจน องค์กรภาคประชาสังคม ·

๑ กลุ่มเพื่อนประชาชน ·

๒ โครงการเสริมสร้างสำนึกนิเวศวิทยา ·

๓ โครงการฝึกอบรมเยาวชนเพื่อการพัฒนา ·

๔ โครงการแม่น้ำและชุมชน ·

๕ เครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ·

๖ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ·

๗ มูลนิธิโลกสีเขียว ·

๘ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ·

๙ มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม ·

๑๐ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ·

๑๑ มหาวิทยาลัยชุมชน ·

๑๒ สถาบันสันติประชาธรรม

กลับไปหน้าข่าวสาร