กมธ.รุดตรวจระเบิดแก่งแม่น้ำโขง

กมธ.รุดตรวจระเบิดแก่งแม่น้ำโขง

เมื่อ เวลา 10.30 น. วันที่ 2 มิ.ย. ที่วัดหาดไคร่ อ. เชียงของ จ.เชียงราย นายพนัส ทัศนียานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมวุฒิสภาพร้อม ด้วยนางเตือนใจดีเทศน์, นาย อุทัยพันธ์ สงวนเสริมศรี พล.ต.อ. วิรุฬน์ ฟื้นแสน กรรมาธิการ สิ่งแวดล้อม วุฒิสภาเดินทางมารับฟังข้อมูลโครงการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงเพื่อปรับปรุงร่องน้ำรองรับการเดิน เรือสินค้าขนาด 500 ตัน จากชาวบ้าน อ. เชียงของ กว่า 100 คน นาย ชัยณรงค์ เศรษฐเชื้อ ผอ. เครือข่ายแม่น้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวถึงโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขงครั้งนี้ว่าโครงการดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี 2536 โดยประเทศจีน ต้องการพัฒนาแม่น้ำโขงให้เป็นเส้นทางคมนาคมเชิงพาณิชย์ โดย จะระเบิดแก่งขุดลอกร่องน้ำเพื่อรองรับเรือขนสินค้าขนาด 500 ตัน จากเมืองซือเหมาประเทศจีนไปจนถึงเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาวความจริงการ เดินเรือ ขนาด 100 ตัน จากประเทศจีน มายัง ประเทศไทย เกิด ขึ้น เมื่อ 5-6 ปีที่แล้วและ ทุกวันนี้ก็มีเรือบรรทุก ขนาด 50 ตัน จาก อ.เชียงของ ไป ยังเมืองหลวงพระบางจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องระเบิดแก่งเพื่อปรับปรุงร่องน้ำในแม่น้ำโขงระหว่าง อ.เชียงแสน ไป จน ถึงอ.เชียงของ นายชัยณรงค์กล่าวอีกว่าการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม(อี ไอ เอ)ของโครงการนี้ไม่ได้มาตรฐานเนื่องจากผู้เชี่ยวชาญจากกรมเจ้าท่าซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบโครงการนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านทะเลไม่ได้มีความเข้าใจระบบนิเวศ ของแม่น้ำที่มีความสลับซับซ้อนเนื่องจากตามเกาะ แก่งกลางน้ำมีพืชน้ำซึ่งเป็นที่เพาะพันธุ์ ของปลาบางชนิดและตัว เกาะแก่งเองก็เป็นที่วางไข่ของปลาหนังด้วยนอก จากนี้ไก ซึ่งเป็นพืช เศรษฐกิจที่สำคัญของคนและ เป็นพืช อาหาร ของ ปลาบึก ปลาน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในโลกปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนในประเทศจีนที่ทำให้น้ำขุ่นมากขึ้น และ การขึ้นลงของน้ำเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่คงที่เหมือนเดิม "ขณะนี้ชาวประมงได้รับผลกระทบจากการเดินเรือพาณิชย์ของจีนอำเภอเชียงแสน เดิมมี เรือประมงขนาดเล็ก จำนวนมาก ขณะ นี้ เหลือเพียงลำเดียวเท่านั้น เพราะเรือเล็กไม่สามารถสู้คลื่นจาก เรือขนาดใหญ่ ได้" นายชัยณรงค์ กล่าว ด้านนาย บุญเรียน จินะราช ประธานชมรมปลาบึก อ.เชียงของ ให้ข้อมูลว่า ชาวบ้านไม่สามารถ จับปลาบึกได้มานาน2 ปีแล้ว ตนคิดว่าสาเหตุมาจากการก่อสร้างท่าเทียบ เรือน้ำลึกของกรมเจ้าท่าที่ อ.เชียงของ ปลาบึกจึงไม่ขึ้นและ หากมีการระเบิดแก่งยิ่งจะส่งผลกระทบต่อปลาชนิด อื่นๆ ด้วย จากนั้น นายพนัส ทัศนียานนท์กล่าวกับกลุ่มชาวบ้านว่าตนพิจารณาจากข้อมูลที่ได้รับมาแล้วโครงการนี้มีผลกระทบค่อนข้างรุนแรง ไม่ เฉพาะระบบนิเวศเท่านั้น เพราะ ประชาชน ได้อาศัยน้ำในการบำรุงชีวิตซึ่งตนคิดว่าหากมีการระเบิดแก่งจริงน่าเป็นห่วงมาก โครงการนี้คำนึง เพียงแค่การเดินเรือพาณิชย์ ให้มีการขนส่งสินค้าเท่านั้น และหากการค้า เจริญก็จะมีสวะอื่นๆตามมา ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า นี้ คือการก่อสร้างท่าเทียบเรือ ที่ ส่ง ผล กระทบ ให้ ปลาบึกไม่ขึ้น 2 ปีแล้ว นายพนัส กล่าว อีกว่าเมื่อมีเรือบรรทุกขนาด 500 ตัน เข้ามาสิ่งที่จะตามมาคือ มลภาวะและการระเบิดแก่งจะ เป็น การ ทำลาย ที่ อยู่ อาศัย ของ ปลา และ สัตว์ น้ำ อื่นๆ ดัง นั้น กรรมาธิ การ สิ่ง แวด ล้อม จะ ติด ตาม ศึกษา อย่าง รอบ คอบ ว่า โครง การ นี้ จะ มี ผล กระ ทบ อย่าง ไร บ้าง โดย จะ เรียก ข้อ มูล จาก หน่วย งาน ที่ เกี่ยว ข้อง มา ตรวจ สอบ ขอ ยืน ยัน ว่า การ พัฒนา เชิง พา ณิชย์ อย่าง เดียว ไม่ เพียง พอ ต้อง มี ความ สม ดุล ของ สิ่ง แวด ล้อม ด้วย "กรรมาธิการจะขอความคิดเห็นจากหน่วยงานที่รับผิดชอบและรัฐบาลว่าการตัดสินใจโครงการนี้ด้วยเหตุผลอะไรมีการตรวจสอบผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างรอบคอบเพียงพอแล้ว หรือไม่หาก ศึกษาไม่เพียงพอเราก็จะพิจารณา ต่อไปว่ารัฐบาลไทย จะสามารถขอให้มีการชะลอโครงการเพื่อทำการศึกษาและเปิดให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมได้ หรือไม่ซึ่งอาจจะ เป็น การ จัด ประชา พิ จารณ์ให้ทุกฝ่ายนำข้อมูลมาเสนอเพื่อพิจารณาร่วมกันต่อไปผมขอสัญญาว่ากรรมาธิการสิ่งแวดล้อม จะรับเรื่องนี้ไว้ดำเนินการเพื่อให้ ทราบข้อมูลมากที่สุด" นายพนัสกล่าว จากนั้น คณะกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมวุฒิสภา เดินทางไป ยังวัดหาดบ้าย หมู่ 1 ต.ริมโขง อ. เชียงของ ซึ่งตั้ง อยู่ริมแม่น้ำโขง เพื่อรับฟังข้อมูลจากชาวบ้านกระทั่งเวลา 15.00 น. จึงเดินทางกลับนาย พนัส ให้ สัมภาษณ์ ใน ตอน ท้ายว่าตนค่อนข้างเห็นด้วยกับชาวบ้านที่ว่าไม่มี ความจำเป็น จะต้องระเบิดแก่งเพื่อปรับปรุง ร่องน้ำระหว่าง อ.เชียง แสน กับ อ.เชียงของ เพราะ ที่ อ.เชียง แสน มี ท่า เรือ นำ ลึก รอง รับ เรือ บรรทุก สิน ค้า ขนาด ใหญ่ ได้ อยู่ แล้ว และ หาก มี การ ปรับ ปรุง ร่อง น้ำ จริง เรือบรรทุก สินค้าก็จะ ผ่าน ไป ยัง เมือง หลวง พระ บาง โดย ที่ อ. เชียง ของ ไม่ ได้ ประ โยชน์ อะไร ดัง นั้น หลัง จาก การ เดิน ทาง มา รับ ทราบ ข้อ มูล ครั้งนี้คณะกรรมาธิการ จะนำเรื่องกลับไปดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

กลับไปหน้าข่าวสาร